เส้นทางกว่าจะมาเป็นมือวางอันดับ 1 ของไทย ด้านฉีดฟิลเลอร์ และร้อยไหม ของ “น.พ.พุฒิพงศ์ ภูมิสุวรรณ”

เส้นทางการเป็นหมอความงามที่มาถึงจุดนี้ได้ไม่ใช่เรื่องง่ายนะครับ จริงๆ ผมเรียนหมอทั่วไปก่อน ตอนนั้นหมอที่นิยมเรียนคือหมอกระดูก ผมโชคดีที่เรียนเก่งจบเกียรตินิยมอันดับ 2 ผมสอบเทียบม. 5 แล้วเรียนต่อหมอเลย ติดคณะแพทย์ศิริราช พอจบบังเอิญมีเปิดรับสมัครที่โรงพยาบาลตำรวจ ตอนนั้นมีคนสมัคร 20 คนเค้ารับแค่ 2 คน มันเป็นการเรียนไปด้วย ทำงานใช้ทุนไปด้วย สุดท้ายทำงานได้ปีหนึ่งผมรู้สึกว่างานตรงนี้มันไม่ใช่ผม รู้สึกชีวิตไม่ใช่ละ ทำงานไม่เป็นเวลา อดหลับอดนอน รู้สึกว่ามันไม่ใช่ชีวิตเรา คิดอยู่นานก็ลาออก คือหลายคนก็บอกกับผมว่าผมบ้ารึเปล่ามีแต่คนอยากจะเข้ามาทำงานตรงนี้แต่ผมกลับลาออก ตอนนั้นคือตัดสินใจละ ออกคือออก ส่วนทุนที่เหลือที่ต้องใช้ก็เอาเงินส่วนตัวใช้หนี้ไป ตอนนั้นผมคิดว่างานที่ผมอยากทำเป็นงานหมออะไรก็ได้ที่ทำงานเป็นเวลา ตอนนั้นก็เตะฝุ่นประมาณครึ่งปี ก็ รับจ๊อบตามโรงพยาบาลเอกชน พอได้เงินมาก็เอาไปใช้หนี้เค้า

บินไปเรียนต่อที่สถาบันโรคผิวหนังที่ประเทศอังกฤษ และเรียนต่อด้านเลเซอร์และศัลยกรรมที่อเมริกา

ตอนนั้นก็ยังไม่รู้ชีวิตจะทำอะไร พอได้ยินเพื่อนรุ่นพี่มาบอกว่าที่อังกฤษรับหมอผิวหนัง ผมก็เลยติดต่อไป บังเอิญคะแนนเราดี เค้าก็เรียกสัมภาษณ์แล้วก็รับเลย ตอนนั้นไปเรียนอยู่ปีกว่าๆ ที่อังกฤษ เราก็ดูงานฝึกทักษะเพิ่ม ที่อังกฤษเป็นสถาบันโรคผิวหนัง ยังไม่เรียนด้านความงามพอกลับมาเมืองไทยก็รู้สึกว่าความรู้เรายังไม่พอ ก็ไปเจอเพื่อนอีกคนเค้าบอกให้ผมไปอเมริกาเพราะมีโรงเรียนที่สอนด้านเลเซอร์ ศัลยกรรมผิวหนังอย่างเดียวเลย ที่ผมตัดสินใจไปเรียนเพิ่มเพราะสถาบันโรคผิวหนังที่เรียนมามันใช้ในบ้านเราไม่ได้ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องผิวหนังจากตะวันตก แต่มันก็ได้พื้นฐานเบสิคที่หมอความงามทั่วไปเค้าก็จะไม่ทราบเรื่องนี้ เพราะเค้าจะไม่มีความรู้เรื่องโรคผิวหนังเลย

กลับเมืองไทยเปิดคลินิก โดยได้ชื่อพระราชทานว่า “วงศ์ษฎาคลินิก”  และเพียง 3 ปีขยายไปถึง 14 สาขา

พอผมกลับมาทำงานในเมืองไทยก็จะเจอคนไข้ที่เกี่ยวกับ สิว ฝ้า กระ โรคผิวหนังในเมืองไทย ผมก็เลยรู้สึกชอบ เพราะที่สำคัญที่ผมรู้สึกดีคือ มันทำงานเป็นเวลา ไม่ต้องอดหลับอดนอน ตอนไปเรียนที่อเมริกาที่นั่นคือ คนที่จะไปเรียนได้ต้องจบโรคผิวหนังมาก่อนถึงจะมาเรียนที่นี่ได้ ตอนนั้นก็ไปเรียนมาประมาณ 6 เดือน เรียนโฟกัสเฉพาะจุด หลังจากนั้นก็เป็นรุ่นแรกๆ ที่ทำเลเซอร์เลย ตอนนั้นกลับมาเมืองไทยก็เปิดคลินิกเลย ตอนนั้นบังเอิญขอชื่อพระราชทานได้ ก็เลยได้ชื่อมาว่า “วงศ์ษฎาคลินิก”  ตั้งอยู่ที่ถนนเพชรเกษม ตอนนั้นผมใช้เวลา 2 – 3 ปีขยายไป 14 สาขา

จากหมอที่ทำเฉพาะด้านสิว ฝ้า สู่เส้น หมอผู้เชียวชาญด้านร้อยไหม โด่งดังจนรัฐบาลเกาหลีต้องมอบประกาศนียบัตร

พอถึงจุดๆ หนึ่ง บางเรื่องเราแก้ปัญหาให้คนไข้ไม่ได้  ตอนนั้นผมมองแล้วว่าตลาดมันเปลี่ยน ความต้องการของคนเริ่มมากขึ้น คนอยากให้ใบหน้ายกกระชับ ตึงขึ้น ก็ไปพึ่งศัลยกรรม ตอนนั้นผมก็เลยคิดว่าผมต้องทำยังไงบ้าง บังเอิญความเป็นหมอทีสำคัญคือเรียนรู้ต่อเนื่อง ตอนนั้นมีงานประชุมในต่างประเทศผมก็ไป ผมไปทั้งฝั่งยุโรปและฝั่งเกาหลี ตอนนั้นหมอที่เกาหลีดังเรื่องฉีดไขมันตอนนั้นเค้ามาสอนที่โรงพยาบาลจุฬาฯ ผมก็เลยไปเรียนกับเค้า  หมอคนนี้ก็ชวนผมไปวิจัยเรื่องการร้อยไหมซึ่งมันได้ผลดีมากกับการทำใบหน้า จากนั้นผมเอามาเปิดตัวที่เมืองไทยพอดีมีการประชุมเรื่องผิวหนังที่เมืองไทยพอดีผมก็เลยชวนเค้ามา พอมาเมืองไทยตอนนั้นดังระเบิดแล้วผมก็เลยเป็นหมอคนแรกของเมืองไทยที่ทำเรื่องร้อยไหม ทำให้ทางเกาหลีเค้าได้หน้ามากๆ คือผมดังจนกระทั่งที่ว่ารัฐบาลเกาหลีให้ประกาศนียบัตร

เป็นหมอคนแรกที่บัญญัติเรื่อง “การฉีดฟิลเลอร์ด้วยเข็มปลายทู่

ผมเองไปเรียนเรื่องการฉีดไขมันมาก่อน เรารู้ว่าไขมันมันมีข้อจำกัด ประกอบกับทางฝั่งยุโรปมันมีความรู้ใหม่ๆ เข้ามาเป็นการฉีดหน้าด้วยฟิลเลอร์ที่ใช้ไขมันกับฟิลเลอร์ธรรมดามารวมกัน ด้วยเทคนิคใหม่แล้วมันได้ผลดี ตอนนั้นไปสัมภาษณ์ลงหนังสือคอสเมติคปรากฎว่าทุกคนสนใจมาก สมัยนั้นหมอไทยยังไม่รู้จักเกาหลี ยังไม่รู้จักยุโรปเท่าไหร่ ตอนนั้นก็เลยมีนวัตกรรมใหม่ที่ผมบัญญัติขึ้นมาเองว่า “การฉีดฟิลเลอร์ด้วยเข็มปลายทู่” แบบสัมผัสกระดูก แล้วก็เป็นที่ฮือฮามาก ทำให้สมาคมหลายๆ สมาคมเกี่ยวกับความงามเชิญผมไปสอน รวมถึงเกาหลีด้วย ตอนนั้นสอน 2 เรื่อง ที่เกาหลีเชิญผมไปเป็นไดเร็กเตอร์ในเรื่องวิชาการ เน้นการร้อยไหมและฉีดฟิลเลอร์ จริงๆ ตัวผมเองมีชื่อเสียงจากการร้อยไหม

บรรดาหมอที่เป็นลูกศิษย์ให้ความศรัทธา และยกเป็นหมอที่เก่งที่สุดในประเทศไทยตอนนี้

ที่มีหมอหลายท่านศรัทธาในตัวผม และยกผมเป็นอาจารย์หมอที่เก่งที่สุดตรงนี้ คือจริงๆ ต้องบอกว่าอาจจะเป็นความตั้งใจของผมตั้งแต่แรกแล้วว่า ถ้าผมสอนผมจะสอนหมดเปลือกคือไม่กั๊กความรู้ คือเราอยากให้เค้าเอาความรู้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ คือให้เกิดประโยชน์กับตัวหมอเค้าเองและเกิดประโยชน์กับตัวคนไข้ เราไม่เคยจะบัฟใครหรือพูดให้ใครไม่ดี ทำให้ภาพของเราออกมาดีคนศรัทธา เค้าจะทราบว่าเราหวังดีกับคนอื่นๆ ก็เห็ฯความดีและชื่นชมตรงนี้เป็นสิ่งที่ผมภาคภูมิใจ

แนะหมอรุ่นใหม่ต้องทำตัวเป็นน้ำไม่เต็มแก้ว พร้อมจะเรียนรู้อยู่เสมอ

อีกอย่างหนึ่งที่ผมคิดอยู่เสมอก็คือ คนที่เป็นหมอสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ต้องทำตัวให้เป็นน้ำที่ไม่เต็มแก้ว พร้อมที่จะเรียนรู้ตลอดเวลา สมัยผมเองที่เริ่มดังแล้วถ้ามีการประชุมสัมมนา หรืออะไรผมเองดูทุกคนไม่ใช่คิดว่าเราเก่งแล้วดังแล้วไม่ใช่นะ ถ้าเราทำตัวเป็นน้ำไม่เต็มแก้ว เราจะพัฒนาตัวเองแต่การพัฒนาตัวเองต้องอยู่บนพื้นฐานที่เราต้องไม่เกียจคร้านด้วย เราต้องมีความขยันหมั่นเพียร ทั้งเรื่องการอ่านหนังสือ การติดตามผลการรักษาและที่สำคัญวิชาชีพของเราเนี่ยมันเกี่ยวกับมนุษย์ ดังนั้นเรื่องของจิตใจเป็นเรื่องสำคัญ ต้องนึกถึงใจเขาใจเรา ถ้าเรายึดตามนี้ได้เราจะ 1 พัฒนาตัวเองในเรื่องของความรู้ 2 คือราจะมีความเป็นหมอ และสุดท้ายเรื่องของผลงาน ผลการรักษามันก็จะดีตาม และแน่นอนผลตอบแทนในเรื่องของรายได้ เรื่องของธุรกิจมันก็จะตามมาเอง หมอที่คิดแต่เรื่องธุรกิจอย่างเดียวจะทำออกมาได้ไม่ดีและทำให้เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างแพทย์กับคนไข้ไม่ดี สุดท้ายแล้วอันนี้คือสิ่งที่ไม่ถูกต้องไม่ตอบโจทย์การทำธุรกิจ เพราะตรงนี้เค้าเรียกเป็นธุรกิจบริการทางการแพทย์ซึ่งมันเกี่ยวข้องกับมนุษย์และเกี่ยวข้องกับคน ดังนั้นจะเอาเรื่องธุรกิจอย่างเดียวไม่ได้นะครับ เราควรคำนึงถึงจริยธรรมความปลอดภัย

ทิ้งท้ายให้ทุกคนทำตัวเหมือนต้นข้าว ยิ่งดังยิ่งดี ยิ่งต้องอ่อนน้อมถ่อมตน

ส่วนเรื่องธรรมมะที่ผมชอบไปวิปัสสนา เวลาเราไปเข้ากรรมฐานปฏิบัติธรรม ไปครั้งหนึ่งก็ 8 วัน 7 คืน เป็นสายปฏิบัติวิปัสนากรรมฐานเหมือนสายยุบหนอพองหนอ  ตรงนี้มันก็ทำให้เคลียร์จิตใจของเรา มันทำให้เราสงบปลอดโปร่ง ทำให้เกิดสติปัญญาคิดอะไรออก แล้วเราได้หลักของธรรมมะมาใช้ในการดำรงชีวิต เพราะที่เห็นในปัจจุบันหมอเด็กๆ หลายๆ คนไม่มีหลักยึดบางคนก็เอาแต่เงิน มีอยู่ประโยคหนึ่งที่ผมชอบมากเลย คือ “เราควรทำตัวให้เหมือนต้นข้าว เพราะต้นข้าวเวลามันมีเมล็ดข้าวเยอะๆ มันจะโน้มลงต่ำ” ตรงนี้มันหมายความว่า ยิ่งเรามีของดีในตัวเรายิ่งต้องอ่อนน้อมถ่อมตน

Message us