ชีวิตจริงยิ่งกว่าละครของ “โอที – รัฐธนินท์ จิรวัฒน์โภคิน” จากลูกคุณหนูกลายเป็นยาจก และจากติดลบ ขึ้นเป็นเจ้าของธุรกิจร้อยล้าน

ช่วงวิกฤตโควิด 19 แบบนี้ เรามีหนึ่งคนที่จะมาบอกเล่าเรื่องราวชีวิตที่เรียกว่าชีวิตจริง ยิ่งกว่าละคร สำหรับหนุ่มนักธุรกิจดัง “โอที – รัฐธนินท์ จิรวัฒน์โภคิน” กรรมการผู้จัดการ : ฝ่ายการตลาด GUSTO RUBBER WOODS Co., Ltd  และธุรกิจเรียลเอสเตท ที่ต้องบอกว่าชีวิตสมัยวัยเยาว์ยิ่งกว่าคุณหนู บ้านใหญ่ถึง 2 ไร่ รถหรูมีเป็นสิบๆ คัน แต่เพราะธุรกิจครอบครัวล้ม ทุกอย่างในชีวิตหายไปในทันใด และวันนี้เค้ากลับมาร่ำรวยเป็นเศรษฐีอีกครั้ง เราอยากให้ชีวิตของเค้าเป็นอุทาหรณ์ในยามวิกฤตแบบนี้ วันนี้เรามีเรื่องราวของเค้ามาบอกเล่าเพื่อให้เป็นแรงบันดาลใจกับใครหลายๆ คนในยามนี้

“ผมต้องบอกก่อนว่า แต่ก่อนบ้านผมนี่รุ่งเรืองมากๆ เรียกว่ารวยมากสมัยนั้น คือพ่อผมทำธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ ตอนนั้นทำธูรกิจ 3 ปี มีเงินเก็บ 20 กว่าล้าน เมื่อ30 กว่าปีก่อน ก็เรียกว่าสมัยผมยังเป็นเด็กมากๆ  ตอนนั้นเรียกว่าเจริญรุ่งเรืองมากครับ ประกอบกับคุณแม่ก็เป็นลูกเจ้าของเหมืองแร่ที่ภูเก็ตเรียกว่ามีฐานะมาก คุณพ่อคุณแม่สร้างบ้านอยู่ในเนื้อที่ 2 ไร่ ที่จังหวัดอยุธยา ตอนนั้นคุณพ่อทำทั้งธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ ธุรกิจลูกแม็ก ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และอื่นๆ อีกเยอะมาก” โอทีเกริ่นนำเรื่องเมื่อนึกย้อนไปในวัยเยาว์ ก่อนจะเล่าต่อว่า

                “ตอนนั้นเรียกว่าบ้านผมเป็นคนมีหน้ามีตาของจังหวัดอยุธยาก็ว่าได้ครับ คุณพ่อเคยพาพนักงานของบริษ จำนวนหลายร้อยคน ไปเที่ยวตอนตรุษจีน ครั้งหนึ่งพาไปเป็นเดือน มีลงเรือเที่ยว แบบเรียกว่าเที่ยวกินดีอยู่ดีเลยครับ ชีวิตวัยเด็กของผมเรียกว่าหรูหรามากๆ ครับ มีคนรับใช้ส่วนตัว เวลาไปเข้าค่ายก็จะมีรถเบ็นซ์ไปส่ง ย้อนไปตอนนั้น บ้านผมมีทั้งที่ดิน 700 กว่าไร่ มีทองคำเรียกว่าเป็นพันๆ บาท ยังไม่รวมเงินสดที่มีในเซฟที่มากกว่า 30 ล้านบาทตอนนั้น”

หลังจากชีวิตที่หรูหรา เจอวิกฤตปี 40 และด้วยความเชื่อใจคนทำให้ธุรกิจล้มเป็นหนี้เป็นร้อยล้านบาท

                “หลังจากนั้นมีวิกฤตตอนปี 40 ฟองสบู่แตก และเรื่องกลไกทางธุรกิจ ทำให้ธุรกิจที่บ้านล้ม โครงการบ้านที่โคราชที่ทำขายรอบ 2 เจ๊ง ขายไม่ได้ ลูกค้าที่ทำธุรกิจกับเราปล่อยเช็คเด้ง เราเก็บเงินไม่ได้ และเป็นหนี้ธนาคารเรียกว่ารวมทั้งต้นทั้งดอก เป็นร้อยล้านบาท คือวิกฤตตอนนั้นอาจจะมาจากความไว้ใจคนด้วยก็เลยทำให้บ้านผมต้องขายทั้งบ้านทั้งรถ ซึ่งต้องบอกว่าตอนนั้น รถบ้านผมมีทั้งเบ็นซ์ S class หรือเบ็นซ์อื่นๆ รถหรูๆ บ้านผมมีทั้งหมด 13 คัน รวมกับรถกระบะสองตอนอีก 2 คัน รวมแล้ว 15 คัน ตอนนั้น เราขายหมดเลยครับเพื่อใช้หนี้ทั้งหมดรวม 100 ล้าน”

จากเคยบ้านหรูเนื้อที่ 2 ไร่ มีคนรับใช้ส่วนตัว กลายเป็นไปอยู่ห้องเช่าที่เคหะแห่งหนึ่ง

                “ตอนนั้นแม้ผมยังเด็กมากแต่ก็รู้สึกถึงความไม่ปกติ รู้สึกว่ามันแปลก เพราะคุณแม่ที่เคยออกงานสังคมทุกวันท่านก็ไม่ค่อยไปงาน คนรับใช้ที่บ้านก็ค่อยๆ ลดลงจนไม่มี ผมต้องย้ายจากบ้าน 2 ไร่ไปอยู่ห้องเช่าแคบๆ ตรงเคหะคลองจั่น ซึ่งมันต่างจากเดิมมากๆ เรียกว่าแม้ว่าผมอายุ 15 -16 แต่ก็เห็นวิกฤตของครอบครัวทุกอย่าง”

เพราะความอยากมีทุกอย่างเหมือนเพื่อน เลยตัดสินใจทำงานหลังเลิกเรียน

“ตอนนั้นผมไปบ้านเพื่อน ผมเห็นบ้านเพื่อนมีทุกอย่าง มีบ้านหลังใหญ่ มีรถหรู ตอนนั้นผมคิดเลยว่าสักวัน ตอนนั้นในใจคิดตลอดว่าต้องทำยังไงบ้าง ก็เลยปรึกษากับอาจารย์ และก็เลยตัดสินใจขายของดีกว่า ก็เลยใช้เวลาหลังเลิกเรียนไปขายของตามตลาดนัดทุกวัน วันเสาร์ อาทิตย์ ก็ตื่นตี 5 ไปขายของจนได้เงินทุกวันตอนนั้นทั้งเหนื่อยแต่ก็สนุก เพราะผมชอบทำมากมันมีความสุข”

ปี 47 ธุรกิจฟื้นตัว เพราะได้รับโอกาสจากลูกค้าเก่าๆ ที่ลงทุนให้และจ่ายเงินสดทำให้ธุรกิจมีเงินหมุนเวียน

                หลังจากนั้นมีช่วงที่ครอบครัวเราเริ่มมีความหวังครับ คือ ปี 47 รัฐบาลมีโครงการ sme ลดหนี้ จากหนี้ 100 ล้าน ลดเหลือ 30 ล้าน และพอเศรษฐกิจเริ่มฟื้น คุณพ่อยังเหลือลูกค้า และsupplier อยู่บ้าง ผมต้องขอบคุณคนที่มีบุญคุณกับครอบครัวเรา ตอนนั้นคือ ลูกค้าออกเงินค่าเครื่องจักรให้เพื่อให้เราทำเฟอร์นิเจอร์ ให้ และพอเราทำเสร็จส่งเค้าปุ๊บ อาเจ๊ก อาแป๊ะลูกค้าพ่อ ก็จ่ายเงินสดให้ทันที ทำให้พ่อมีเงินหมุน จากนั้นเหมือนแสงสว่างส่องมาช่วงนั้นเรียกว่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เริ่มโตขึ้น ธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ของเราก็เลยก้าวกระโดดทำให้ธุรกิจเราดีขึ้นทันตาเรียกว่ากลับมาเริ่มฟื้นตัว”

ได้มีโอกาสได้ทำงานในวงการบันเทิงอยู่พักใหญ่ แต่ไม่วายที่จะทำธุรกิจส่วนตัวไปด้วย

                “ย้อนกลับมาที่ผมตอนนั้นผมเข้าเรียนม.รังสิตปี1 ผมเลือกเรียนคณะนิเทศศาสตร์ ตอนนั้นผมได้เข้าวงการบันเทิง ได้เล่นละครเล่นหนัง แต่พอสักพักผมคิดว่าการเรียนคณะนี้มันไม่ใช่ตัวผม จากนั้นผมก็เลยเบนเข็มไปเรียนคณะบริหารการตลาด และเรียนจบ ขณะที่ผมเรียนตอนนั้นผมก็ทำงานไปด้วย เรียนไปด้วยเปิดธุรกิจของตัวเอง ทั้งคาร์แคร์ และธุรกิจเคลือบแก้วรถยนต์ซึ่งธุรกิจไปได้ดีมาก ประกอบกับธุรกิจที่บ้านผมเริ่มฟื้นด้วย หลังจากนั้นผมเริ่มมองธุรกิจผลิตผ้ายางกันฝุ่นในรถยนต์ หากใครจำ บริษัทกัสโต้ ได้นั่นคืออีกหนึ่งธุรกิจของผมครับ”

เชื่อว่าธุรกิจพลิกฟื่นเพราะความอดทน และทำทุกอย่างด้วยใจมุ่งมั่น พร้อมบอกผมถือคติ ไม่ดูถูกคน เคารพและให้เกียรติทุกคน

                “ถ้าจะถามว่าผมคิดว่าสิ่งที่ทำให้ธุรกิจกลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง เพราะอะไร ผมบอกเลยครับว่าอยู่ที่ความอดทนล้วนๆ และแน่นอนสิ่งที่หลายคนบอกว่า เก่งอย่างเดียวไม่ได้ต้องเฮงด้วย การทำทุกอย่าง เราต้องด้วยใจที่มุ่งมั่นและอดทน ถ้าเราเคารพและให้เกียรติทุกคนตอนเรามีเงิน เราไม่เหยียดคน ตอนเราจนคนบางคนที่เค้ารักเราจริงๆ เค้าก็จะไม่ทิ้งเราหรอกครับ ผมบอกเลยครับตอนรวยไปไหนเราก็มีคนรักนับถือ แต่พอเราจนไปไหนก็ไม่มีคนแยแส ถ้าตอนพ่อผมรวยแล้วไม่เอาใครเลย ไม่ช่วยเหลือใคร ผมว่าคงไม่มีคนกลับมาช่วยเหลือเราครับ พ่อผมเป็นคนดี พ่อผมชอบทำบุญ ตอนรวยพ่อผมชอบทำบุญมาก จะทำบุญแบบบุญใหญ่เลย เป็นแนวแบบเป็นประธานยกช่อฟ้าอะไรประมาณนี้เลยครับ”

                บทเรียนที่ผ่านมามันทำให้ผมแข็งแกร่งขึ้น ถ้าถามว่าผมทำใจยังไงตอนที่เกิดวิกฤต ผมว่าผมเองเป็นคนยอมรับในการเปลี่ยนแปลงมากกว่า ผมคิดตลอดว่าวันหนึ่งผมจะกลับมามีเหมือนเดิมให้ได้ และพอทุกวันนี้ผมกลับมามีแต่ผมก็ไม่เหลิง ไม่ดูถูกคน ผมจะไม่มีวันทำอะไรพวกนั้น และพอเรามีเราก็ควรช่วยคนเท่าที่เราช่วยได้

โอทีขอให้ทุกคนมองโลกแง่บวก อดทน และพยุงตัวเองไปให้นานที่สุด เชื่อทุกอย่างเดี๋ยวมันก็ผ่านไป

                ผมว่าทุกอย่างมันอยู่ที่ Mindset อะไรที่มันทุกข์ผมจะปล่อยผ่าน ใครไม่ดีเราก็อย่าเข้าไปยุ่ง อะไรที่ทำแล้วไม่มีความสุขและไม่เกิดประโยชน์เราก็อย่าทำ ผมเป็นคนที่ชอบใช้ชีวิตให้สนุก สิ่งที่ผมอยากฝากคนที่ได้อ่านชีวิตผมก็คือ ผมเชื่อว่าทุกอย่างอยู่ที่กำลังใจ อย่างวิกฤตโควิดที่ทำให้คนฆ่าตัวตาย ผมอยากฝากว่าถ้าเรามองว่าทุกเหตุการณ์ไม่ว่าจะร้ายหรือดี เดี๋ยวมันก็จะผ่านไป เดี๋ยวทุกอย่างก็ดีขึ้น อยากให้ทุกคนอดทน และพยายามมองหาโอกาสทำเท่าที่ทำได้ไปก่อน พยุงตัวเองให้ได้นานที่สุด รอจังหวะ ผมขอให้กำลังใจทุกคนนะครับ ขอให้ทุกคนผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปด้วยกัน”

                      ……………………………………………………………………………………….

                ธุรกิจและตำแหน่งปัจจุบัน ปี 2552-2563

1. GUSTO RUBBER WOODS Co., Ltd ( กลุ่มธุรกิจผลิตไม้แปรรูป บานประตู และพื้นบันได  ให้กับหมู่บ้านจัดสรรและคอนโดชั้นนำ ) ตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ : ฝ่ายการตลาด

2.หมู่บ้านมรกต แลนด์ 1994 ( กลุ่มธุรกิจพัฒนาและจัดสรรที่ดิน จ.นครราชสีมา และ จ. พระนครศรีอยุธยา ) ตำแหน่ง : ผู้ถือหุ้น

3. โครงการเอนก-ถาวร กลุ่มธุรกิจที่ดินและโรงงานจัดสรร (ตลาดไท-ประตูนํ้าพระอินทร์) ตำแหน่ง : ผู้ถือหุ้น

ธุรกิจที่เคยทำ

1. ธุรกิจประดับยนต์ GUSTO COLLECTION ผู้ผลิตและจำหน่าย ผ้ายาง GUSTO

ตำแหน่ง : เจ้าของธุรกิจ ปี 2553-2559 (ปัจจุบันธุรกิจขายเปลี่ยนมือเป็นเจ้าของใหม่ตั้งแต่ปี 2559-2563 )

Message us